ฮิตเลอร์มีความคิดเห็นว่าพวกที่เป็นต้นเหตุความเสื่อมของบ้านเมืองภายในประเทศเยอรมันยุคหลังสงครามโลกครั้งที่หนึ่งคือพวกยิว ซึ่งเข้าไปตั้งรากฐานอยู่ในประเทศเยอรมันและประเทศต่างๆในยุโรป
ก่อนฮิตเลอร์ขึ้นมามีอำนาจชาวยิวอยู่ในเยอรมันเป็นจำนวนมาก ตามปกติในยุโรปมีพวกยิวอาศัยอยู่แทบทุกประเทศ โดยเฉพาะที่โปแลนด์มีมากที่สุด ลักษณะสำคัญของพวกยิวคือมีความขยันขันแข็ง รู้จักก่อร่างสร้างตัวประกอบกับมีสติปัญญาฉลาดหลักแหลม ในชั่วระยะเวลาไม่นานนักตำแหน่งผู้นำคนสำคัญด้านเศรษฐกิจและการศึกษาของชาติ จึงตกอยู่ในกำมือยิว ยิ่งกว่านั้นพวกพ่อค้ารายย่อยที่เป็นชนชาติยิวต่างใช่เล่ห์เหลี่ยมกลโกงใน การค้าเอารัดเอาเปรียบชาวเยอรมันทั่วไป
นอกจากนั้นฮิตเลอร์ยังกล่าวหาว่าพวกยิวเป็นต้นเหตุที่ทำให้ศีลธรรมของชาติ เสื่อมโทรม โดยอ้างว่าเจ้าสำนักซ่องโสเภณีหรือคนที่สนับสนุนอาชีพนี้ เจ้าของโรงแรมผู้ไร้ศีลธรรม เจ้าของร้านเหล้าและคาบาเร่ต์ที่มีสตรีแต่งกายคอยยั่วยวนกามารมณ์ สิ่งเหล่านี้เกิดมาจากฝีมือชาวยิวทั้งนั้น การเอารัดเอาเปรียบกันในเชิงการค้าและการประกอบอาชีพที่ไม่ค่อยระลึกถึง ศีลธรรมอันดีงามนี้ ฮิตเลอร์ได้ป้ายความผิดให้พวกยิวทั้งสิ้น ด้วยเหตุนี้จึงเป็นที่มาของนโยบายหลักใหญ่ข้อแรกของพรรคนาซี คือ “ล้างผลาญยิวให้สิ้นจากแผ่นดินนาซี”
คณะกรรมการกลางพรรคนาซีวางโครงการบอยคอตการค้าทั่วไปของพวกยิว แพทย์ยิว และทนายความยิว โดยให้เริ่มตั้งแต่เวลา 10 นาฬิกาใน เช้าวันเสาร์ที่ 1 เมษายน 1935 เป็นต้นไป มีการตั้งคณะกรรมาธิการพิเศษประจำสาขาตามท้องถิ่น เพื่อร่วมการบอยคอตให้ประสบผลสำเร็จอย่างแท้จริง
ต่อมาพวกนาซีได้ใช้กฎหมายบังคับให้ปลดข้าราชการและลูกจ้างที่ไม่มีเชื้อชาติอารยัน[1] (สายเลือดเยอรมันแท้) ออกจากหน่วยงานทุกแห่ง ดังนั้นข้าราชการในกระทรวงต่างๆ รวมทั้งทหารถูกปลดจากประจำการนับแสนคน ฮิตเลอร์ออกกฎหมายสงวนอาชีพ กฎหมายริบทรัพย์สมบัติชาวยิว พวกยิวและเยอรนบางกลุ่มที่ต่อต้านถูกจับไปขังไว้ในค่ายพิเศษนับหมื่นคน จึงทำให้ชาวยิวฐานะดีหลายพันคนหนีออกนอกประเทศ
แผนการกวาดล้างอิทธิพลของยิวได้ขยายไปถึงบริษัทและเอกชนทั่วไป ห้ามยิวเกี่ยวข้องกับงานผลิตหนังสือพิมพ์ เอกสารและนิตยสารต่างๆ รวมทั้งปลดพวกกกรมกรที่เป็นยิวด้วย รัฐบาลนาซีได้ออกกฎหมายที่ไม่มีชาติใดกล้าที่จะทำคือ “กฎหมายเมืองนูเร็มเบอร์ก” ขึ้นมาใช้ สาระสำคัญส่วนหนึ่งสรุปได้ว่า ห้ามชาวเยอรมันแต่งงานกับชาวยิว เพิกถอนความเป็นพลเมืองเยอรมันและสิทธิทางการเมืองของชาวยิว ห้ามสตรีเยอรมันอายุต่ำกว่า 45 ปี ช่วยทำงานในบ้านของชาวยิว ชาวยิวที่เป็นนักวิทยาศาสตร์ที่คิดค้นกฎเกณฑ์ต่างๆได้สำเร็จได้รับการปฏิเสธ ไม่ยอมรับว่าเป็นจริง ห้ามเปิดเพลงที่ชาวยิวแต่งและร้อง ห้ามตีพิมพ์วรรณกรรมของพวกยิว
ผลจากการปลุกระดมให้คนเยอรมันเกลียดชังยิว ทำให้มีการทำลายและปล้นสินค้าจากร้านค้าของพวกยิว ในที่สุดยิวก็ได้กลายมาเป็นบุคคลที่สังคมรังเกียจ ถูกห้ามไม่ให้เข้าชมภาพยนตร์และละคร ห้ามนั่งตามที่นั่งสาธารณะ ห้ามขึ้นรถรางระยะสั้น ห้ามซื้ออาหารนอกเวลาจำกัด อนุญาตให้ยิวไปซื้ออาหารได้เป็นบางร้านเฉพาะบ่าย 2 โมง ถึง บ่าย 3 โมงเท่านั้น ๆเครื่องประดับถูกริบหมด เหตุการณ์รุนแรงตลอดมาจนกระทั้งเดือนกันยายน 1941 ซึ่งถือว่ามาถึงขั้นตอนสุดท้ายในการผลาญยิว
ฮิตเลอร์ประกาศให้ยิวทั้งหญิงชายติดดาวเดวิด (David Stern) ทำด้วยผ้าสีเหลืองขอบดำด้านบนหน้าอกเสื้อด้านซ้ายภาพในดาวเขียนคำว่ายิวติดอยู่ตรงกลางไว้ด้วย[2] ตำรวจคอยจับกุมยิวที่ออกเดินตามสาธารณสถาน เมื่อกรุงเบอร์ลินถูกฝ่ายสัมพันธมิตรโจมตีทางอากาศจนบ้านเรือนเสียหาย ชาวเยอรมันไม่มีที่อยู่อาศัยเป็นจำนวนมาก พวกนาซีได้ยึดทรัพย์สมบัติและบ้านเรือนของชาวยิวแล้วขับไล่ออกไปโดยจับไป เข้าค่ายบังคับให้ไปทำงานเยี่ยงทาสตามสถานที่ต่างๆ ต่อมานาซีเริ่มแผนการกำจัดยิวทีละน้อยๆโดยกวาดต้อนขึ้นรถบรรทุกพาออกไปยัง สถานที่ซึ่งไม่มีใครรู้ด้วยเหตุนี้ทำให้ยิวจึงค่อยๆหายสาบสูญไป
ยิวที่หนีจากเยอรมันไปตั้งรกรากในประเทศใกล้เคียง เช่นโปแลนด์ เชโกสโลวเกีย รูเมเนีย ฝรั่งเศส กรีซ อิตาลี ฮังการี ยังถูกพวกนาซีตามล่าเมื่อฮิตเลอร์ยึดครองยุโรปภาคกลางแล้วยังใช้นโยบายกำจัด ยิวตามดินแดนต่างที่ฮิตเลอร์ครอง มีการจับกุมและกัก ยิวไว้ในค่ายแล้วบังคบให้ทำงานหนัก จากนั้นจึงส่งไปประหารจนยิวมีจำนวนน้อยลง ยิวเป็นจำนวนมากถูกส่งไปทรมานก่อนนำไปประหารชีวิตในห้องก๊าซพิษแล้งส่งเข้า ไปในเตาเผาศพ บางศพถูกนำไปผ่าตัดประกอบการค้นคว้าทดลองด้านการแพทย์ เมื่อสงครามในยุโรปยุติลงโดยเยอรมันพ่ายแพ้ต่อฝ่ายสัมพันธมิตร ยิวที่เหลืออยู่ตามค่ายต่างๆ ได้รับการปลดปล่อยให้รับอิสรภาพ
[1] Aryan (อารยัน) เป็นชื่อที่นาซีเรียกตนเอง คือความเป็นผู้นำหรือเจริญ กว่าชาติอื่น คนอารยันคือคนที่มีเลือดเนื้อเชื้อไขเป็นชนชาติเยอรมันแท้ 100 เปอร์เซ็นต์
[2] (เดวิดเป็นหัวหน้ายิวสมัยก่อนพระเยซู)
ดึงข้อมูลจาก http://www.dek-d.com
วันเสาร์ที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551
จุดมุ่งหมายของฮิตเลอร์
ฮิตเลอร์มีจุดมุ่งหมายที่จะสร้างมหาอาณาจักรไรซ์ที่ 3[1] (The Third Reich) ขึ้น ฮิตเลอร์เห็นว่าเยอรมันควรรวมกันเป็นหนึ่งเดียว ส่วนพวกยิวถือว่าเป็นชนต่างด้าวไม่ควรนับให้อยู่ในกลุ่มพวกอารยัน
เป้าหมายของโครงการนี้เยอรมันต้องการเลิกสัญญาแวร์ซายล์ และแซงต์แยร์แมงที่ทำไว้หลังจากแพ้สงครามโลกครั้งที่ 1 ต้องการปฏิเสธความรับผิดชอบในการสงคราม ต้องการพิจารณาค่าปฏิกรรมสงครามใหม่ ต้องการเรียกร้องเอาอาณานิคมคืนมาเพื่อเป็นประเทศบริวารเลี้ยงตนเอง วางแผนกำจัดชนชาติที่มิใช่เลือดเยอรมันหรือชนชาติต่างด้าวที่อพยพเข้ามาอยู่ ในเยอรมัน หลังจากเดือนสิงหาคม ปี 1914 รัฐให้การค้ำประกันการมีงานทำและภาวะตกต่ำในการครองชีพของพลเมือง ริบเอาผลกำไรซึ่งได้จากสงคราม โอนกิจการใหญ่ๆและห้างสรรพสินค้าต่างๆเข้ามาเป็นของชาติ จัดการปฏิรูปในด้านเกษตรกรรม ให้การพิทักษ์คนชราและปลูกฝังความเจริญทางกายและทางสมองของพลเมืองให้ดีขึ้น พยายามสร้างแสนยานุภาพให้เท่าเทียมกับชาติมหาอำนาจอื่นๆ สร้างความยิ่งใหญ่ของเยอรมันให้ปรากฏในทวีปยุโรป หาทางทำสงครามแก้แค้นฝรั่งเศสและรัสเซีย วางแผนตั้งอาณานิคมอันยิ่งใหญ่ในอนาคต
ดึงข้อมูลจาก http://www.dek-d.com
เป้าหมายของโครงการนี้เยอรมันต้องการเลิกสัญญาแวร์ซายล์ และแซงต์แยร์แมงที่ทำไว้หลังจากแพ้สงครามโลกครั้งที่ 1 ต้องการปฏิเสธความรับผิดชอบในการสงคราม ต้องการพิจารณาค่าปฏิกรรมสงครามใหม่ ต้องการเรียกร้องเอาอาณานิคมคืนมาเพื่อเป็นประเทศบริวารเลี้ยงตนเอง วางแผนกำจัดชนชาติที่มิใช่เลือดเยอรมันหรือชนชาติต่างด้าวที่อพยพเข้ามาอยู่ ในเยอรมัน หลังจากเดือนสิงหาคม ปี 1914 รัฐให้การค้ำประกันการมีงานทำและภาวะตกต่ำในการครองชีพของพลเมือง ริบเอาผลกำไรซึ่งได้จากสงคราม โอนกิจการใหญ่ๆและห้างสรรพสินค้าต่างๆเข้ามาเป็นของชาติ จัดการปฏิรูปในด้านเกษตรกรรม ให้การพิทักษ์คนชราและปลูกฝังความเจริญทางกายและทางสมองของพลเมืองให้ดีขึ้น พยายามสร้างแสนยานุภาพให้เท่าเทียมกับชาติมหาอำนาจอื่นๆ สร้างความยิ่งใหญ่ของเยอรมันให้ปรากฏในทวีปยุโรป หาทางทำสงครามแก้แค้นฝรั่งเศสและรัสเซีย วางแผนตั้งอาณานิคมอันยิ่งใหญ่ในอนาคต
ดึงข้อมูลจาก http://www.dek-d.com
เหตุผลที่ทำให้ฮิตเลอร์กลายเป็นผู้นำที่มีอำนาจ
ฮิตเลอร์ก้าวสู่อำนาจสูงสุดโดยเริ่มจากตำแหน่งทหารยศสิบโทเท่านั้นสิ่งที่สำคัญที่เป็นแรงสนับสนุนคือ
1.ฮิตเลอร์มีความกล้าหาญ เด็ดเดี่ยวตัดสินใจเด็ดขาด ยึดมั่นในอุดมการณ์ด้วยความจริงใจ มีความสามารถเป็นผู้นำในการปกครอง สามารถคาดการณ์ทางการเมืองล่วงหน้าได้อย่างแม่นยำ
2.ฮิตเลอร์มีความสามารถในการพูด มีเทคนิคในการพูดชนะใจคนอย่างเด็ดขาด ลีลาการพูดของฮิตเลอร์สามารถดึงดูดความสนใจของมหาชนได้เป็นอย่างดี
3.มีความฉลาดในการปกครอง รู้จักใช้คนที่มีความสามรถในด้านต่างๆทันเหตุการณ์
4.รู้จักใช้หลักปรัชญาทางการเมืองแบบง่ายๆในลักษณะกระตุ้นความสนใจของมหาชน เช่น มุ่งประเด็นการโจมตีผู้ชนะสงครามโลกและกระตุ้นหรือปลุกวิญญาณความรักชาติของ ชาวเยอรมันได้สำเร็จ กล่าวคือ ฮิตเลอร์พยายามหาทางฟื้นฟูให้เพื่อนร่วมชาติเกิดความรู้สึกเชื่อมั่นในส่วนรวม
5.ฮิตเลอร์ให้คำมั่นสัญญาแก่มวลชนโดยเสนอโครงการพัฒนาประเทศ 25 ข้อ เป็นการสร้างความหวังใหม่ให้กับประเทศ เช่น เขาจะคุ้มครองเจ้าของทรัพย์สินให้พ้นจากลัทธิคอมมิวนิสต์ คุ้นครองกรรมกรให้พ้นจากการถูกกดขี่แรงงาน คุ้มครองนักธุรกิจเล็กๆ ให้พ้นจากการครอบงำของบริษัทต่างๆ
6.การเสื่อมความนิยมในการนับถือศาสนาคริสต์ ลัทธิโปรเตสแตนต์ ภายในเยอรมันกลายเป็นการสนับสนุนลัทธินาซีทางอ้อม คือเมื่อประชาชนที่นับถือศาสนาเสื่อมความสนใจนับถือศาสนาของตนเองแล้ว พวกเขาก็จะหันเหความสนใจมาหาสิ่งที่มีความหมายใหม่ คือลัทธิเนชั่นเนลโซเชียลิสม์ของฮิตเลอร์ทันที
เมื่อ ฮิตเลอร์ได้รับอำนาจบริหารงานของประเทศไปตามแนวของพรรคนาซี อำนาจสูงสุดในด้านต่างๆตกอยู่ในมือของฮิตเลอร์อย่างสิ้นเชิง ฮิตเลอร์กลายเป็นผู้นำซึ่งต่อมาเรียกว่าท่านประมุข (เดอร์ ฟูห์เรอร์)
ดึงข้อมูลจาก : http://www.dek-d.com
2.ฮิตเลอร์มีความสามารถในการพูด มีเทคนิคในการพูดชนะใจคนอย่างเด็ดขาด ลีลาการพูดของฮิตเลอร์สามารถดึงดูดความสนใจของมหาชนได้เป็นอย่างดี
3.มีความฉลาดในการปกครอง รู้จักใช้คนที่มีความสามรถในด้านต่างๆทันเหตุการณ์
4.รู้จักใช้หลักปรัชญาทางการเมืองแบบง่ายๆในลักษณะกระตุ้นความสนใจของมหาชน เช่น มุ่งประเด็นการโจมตีผู้ชนะสงครามโลกและกระตุ้นหรือปลุกวิญญาณความรักชาติของ ชาวเยอรมันได้สำเร็จ กล่าวคือ ฮิตเลอร์พยายามหาทางฟื้นฟูให้เพื่อนร่วมชาติเกิดความรู้สึกเชื่อมั่นในส่วนรวม
5.ฮิตเลอร์ให้คำมั่นสัญญาแก่มวลชนโดยเสนอโครงการพัฒนาประเทศ 25 ข้อ เป็นการสร้างความหวังใหม่ให้กับประเทศ เช่น เขาจะคุ้มครองเจ้าของทรัพย์สินให้พ้นจากลัทธิคอมมิวนิสต์ คุ้นครองกรรมกรให้พ้นจากการถูกกดขี่แรงงาน คุ้มครองนักธุรกิจเล็กๆ ให้พ้นจากการครอบงำของบริษัทต่างๆ
6.การเสื่อมความนิยมในการนับถือศาสนาคริสต์ ลัทธิโปรเตสแตนต์ ภายในเยอรมันกลายเป็นการสนับสนุนลัทธินาซีทางอ้อม คือเมื่อประชาชนที่นับถือศาสนาเสื่อมความสนใจนับถือศาสนาของตนเองแล้ว พวกเขาก็จะหันเหความสนใจมาหาสิ่งที่มีความหมายใหม่ คือลัทธิเนชั่นเนลโซเชียลิสม์ของฮิตเลอร์ทันที
เมื่อ ฮิตเลอร์ได้รับอำนาจบริหารงานของประเทศไปตามแนวของพรรคนาซี อำนาจสูงสุดในด้านต่างๆตกอยู่ในมือของฮิตเลอร์อย่างสิ้นเชิง ฮิตเลอร์กลายเป็นผู้นำซึ่งต่อมาเรียกว่าท่านประมุข (เดอร์ ฟูห์เรอร์)
ดึงข้อมูลจาก : http://www.dek-d.com
สมัครสมาชิก:
ความคิดเห็น (Atom)