วันพฤหัสบดีที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551

เส้นทางสู่เรืองอำนาจ ตอนที่ 2

ฮิตเลอร์ปรากฏตัวขึ้นทำเนียบน้ำตาล (Brown House : กองบัญชาพรรคนาซีระหว่างวาระสุดท้ายของสาธารณรัฐไวมาร์) ในกรุงมิวนิกภายหลังการประชุมหลังการเลือกตั้งปี 1930 . มาตรการของบรือนิงเกี่ยวกับการรวบงบประมาณและการมัธยัสถ์ด้านการเงินทำให้ เศรษฐกิจดีขึ้นเล็กน้อย แต่ขณะเดียวกันก็อยู่ในภาวะประชาชนไม่นิยมอย่างถึงที่สุด. ภายใต้เหตุผลเหล่านี้ ฮิตเลอร์ได้เรียกร้องชาวนา,ทหารผ่านศึก และชนชั้นกลางชาวเยอรมันส่วนใหญ่ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงทั้งจากภาวะเงิน เฟ้อและการว่างงานจากภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ แต่ฮิตเลอร์ก็ยังไม่ได้รับการตอบสนองมากนักจากเขตชนชั้นกรรมการในเมืองและ ชาวแคเธอลิกเก่า

ปี 1932 ฮิทเลอร์มุ่งมันในการแข่งขันกับประธานาธิบดีสูงวัย พอล ฟอน ฮินเดนบูร์ก ในการเลือกตั้งประธานาธิบดีที่กำหนดไว้แล้ว. แม้ฮิทเลอร์จากออสเตรียมาในปี 1913 ก็ตาม แต่เขายังไม่ได้รับความเป็นพลเมืองเยอรมัน ดังนั้นจึงทำให้เขาเข้าชิงตำแหน่งไม่ไ่ด้. อย่างไรก็ตามในเดือนกุมภาพันธ์ รัฐบาลแคว้นบรุนสวิคซึ่งพรรคนาซีร่วมอยู่ด้วยนั้นได้แต่งตั้งฮิทเลอร์ให้มีตำแหน่งบริหารที่ไม่สำคัญนัก พร้อมกับอนุมัติสัญชาติหรือความเป็นพลเมืองเยอรมันให้แก่เขาด้วย. จากนั้นพลเมืองเยอรมันคนใหม่เริ่มแสดงบทบาทในการแข่งกับฮินเดนบูร์กที่ได้รับการสนับสนุนโดยคู่แข่งจาก พรรคฝ่ายสาธารณรัฐ และ พรรคคอมมิวนิสต์ และได้รับเลือกให้มีคะแนนเป็นอันดับ 2 ทั้งสองรอบ โดยในรอบที่สองเมื่อเดือนเมษายนนั้นได้รับคะแนนเสียงมากกว่าร้อยละ 35.


จากหนังสือ อาดอล์ฟ ฮิตเลอท์ อวตารแห่งระบอบเผด็จการ

วันอาทิตย์ที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551

เส้นทางสู่เรืองอำนาจ ตอนที่ 1

จุดพลิกผันทางการเมืองสำหรับฮิตเลอร์มีขึ้นเมื่อสภาวะเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ในปี ค.ศ. 1930. สาธารณรัฐไวมาร์ที่ยังไม่มีความมั่นคง (รัฐบาลของเยอรมันในยุคนั้น) ทั้งยังถูกคัดค้านอย่างเปิดเผยจากคอมมิวนิสต์ และ นาซี. รัฐบาลผสมจึงแตกแยกและสิ้นสุดลงพร้อมถูกแทนที่โดยคณะรัฐมนตรีเสียงข้้างน้อย. นายกรัฐมนตรีคนใหม่ ไฮน์ริช บรือนิง [Heinrich Brning] ขาดเสียงข้างมากในรัฐสภาทำให้ต้องใช้มาตรฐานของเขาผ่านรัฐกำหนด (Emergency decrees) ของประธานาธิบดี. พรรคที่เป็นเสียงส่วนใหญ่ยอมปล่อยให้ในไม่ช้าข้อยกเว้นก็กลายเป็นกฎและแผ้วทางสำหรับรูปแบบการปกครองแบบเผด็จการนิยมใช้อำนาจ.

การคัดค้านมาตรการของบรือนิงในระยะแรกของไรค์สถาก (Reichstag สภานิติบัญญัติของสาธารณรัฐไวมาร์หรือเยอรมนียุคนั้น) ได้นำไปสู่การเลือกตั้งก่อนกำหนดในเดือนกันยายน 1930. พรรคฝ่ายสนับสนุนระบบสาธารณรัฐไม่ได้รับเสียงข้างมาก ทำให้ต้องหวนกลับไปสู่การตั้งรัฐบาลผสมหลายพรรคอีกครั้ง ขณะที่พรรคนาซีก้าวกระโดดออกมาจากความมืดมนทันทีโดยได้รับคะแนนเสียงจากการเลือกตั้งร้อยละ 18.3 จาก 107 ที่นั่งในไรค์สถากกลายเป็นพรรคที่ใหญ่ที่สุดอันดับ 2.



Photobucket

วันเสาร์ที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551

นโยบายเกลียดชังชาวยิว

ฮิตเลอร์มีความคิดเห็นว่าพวกที่เป็นต้นเหตุความเสื่อมของบ้านเมืองภายในประเทศเยอรมันยุคหลังสงครามโลกครั้งที่หนึ่งคือพวกยิว ซึ่งเข้าไปตั้งรากฐานอยู่ในประเทศเยอรมันและประเทศต่างๆในยุโรป

ก่อนฮิตเลอร์ขึ้นมามีอำนาจชาวยิวอยู่ในเยอรมันเป็นจำนวนมาก ตามปกติในยุโรปมีพวกยิวอาศัยอยู่แทบทุกประเทศ โดยเฉพาะที่โปแลนด์มีมากที่สุด ลักษณะสำคัญของพวกยิวคือมีความขยันขันแข็ง รู้จักก่อร่างสร้างตัวประกอบกับมีสติปัญญาฉลาดหลักแหลม ในชั่วระยะเวลาไม่นานนักตำแหน่งผู้นำคนสำคัญด้านเศรษฐกิจและการศึกษาของชาติ จึงตกอยู่ในกำมือยิว ยิ่งกว่านั้นพวกพ่อค้ารายย่อยที่เป็นชนชาติยิวต่างใช่เล่ห์เหลี่ยมกลโกงใน การค้าเอารัดเอาเปรียบชาวเยอรมันทั่วไป

นอกจากนั้นฮิตเลอร์ยังกล่าวหาว่าพวกยิวเป็นต้นเหตุที่ทำให้ศีลธรรมของชาติ เสื่อมโทรม โดยอ้างว่าเจ้าสำนักซ่องโสเภณีหรือคนที่สนับสนุนอาชีพนี้ เจ้าของโรงแรมผู้ไร้ศีลธรรม เจ้าของร้านเหล้าและคาบาเร่ต์ที่มีสตรีแต่งกายคอยยั่วยวนกามารมณ์ สิ่งเหล่านี้เกิดมาจากฝีมือชาวยิวทั้งนั้น การเอารัดเอาเปรียบกันในเชิงการค้าและการประกอบอาชีพที่ไม่ค่อยระลึกถึง ศีลธรรมอันดีงามนี้ ฮิตเลอร์ได้ป้ายความผิดให้พวกยิวทั้งสิ้น ด้วยเหตุนี้จึงเป็นที่มาของนโยบายหลักใหญ่ข้อแรกของพรรคนาซี คือ “ล้างผลาญยิวให้สิ้นจากแผ่นดินนาซี”

คณะกรรมการกลางพรรคนาซีวางโครงการบอยคอตการค้าทั่วไปของพวกยิว แพทย์ยิว และทนายความยิว โดยให้เริ่มตั้งแต่เวลา 10 นาฬิกาใน เช้าวันเสาร์ที่ 1 เมษายน 1935 เป็นต้นไป มีการตั้งคณะกรรมาธิการพิเศษประจำสาขาตามท้องถิ่น เพื่อร่วมการบอยคอตให้ประสบผลสำเร็จอย่างแท้จริง

ต่อมาพวกนาซีได้ใช้กฎหมายบังคับให้ปลดข้าราชการและลูกจ้างที่ไม่มีเชื้อชาติอารยัน[1] (สายเลือดเยอรมันแท้) ออกจากหน่วยงานทุกแห่ง ดังนั้นข้าราชการในกระทรวงต่างๆ รวมทั้งทหารถูกปลดจากประจำการนับแสนคน ฮิตเลอร์ออกกฎหมายสงวนอาชีพ กฎหมายริบทรัพย์สมบัติชาวยิว พวกยิวและเยอรนบางกลุ่มที่ต่อต้านถูกจับไปขังไว้ในค่ายพิเศษนับหมื่นคน จึงทำให้ชาวยิวฐานะดีหลายพันคนหนีออกนอกประเทศ

แผนการกวาดล้างอิทธิพลของยิวได้ขยายไปถึงบริษัทและเอกชนทั่วไป ห้ามยิวเกี่ยวข้องกับงานผลิตหนังสือพิมพ์ เอกสารและนิตยสารต่างๆ รวมทั้งปลดพวกกกรมกรที่เป็นยิวด้วย รัฐบาลนาซีได้ออกกฎหมายที่ไม่มีชาติใดกล้าที่จะทำคือ “กฎหมายเมืองนูเร็มเบอร์ก” ขึ้นมาใช้ สาระสำคัญส่วนหนึ่งสรุปได้ว่า ห้ามชาวเยอรมันแต่งงานกับชาวยิว เพิกถอนความเป็นพลเมืองเยอรมันและสิทธิทางการเมืองของชาวยิว ห้ามสตรีเยอรมันอายุต่ำกว่า 45 ปี ช่วยทำงานในบ้านของชาวยิว ชาวยิวที่เป็นนักวิทยาศาสตร์ที่คิดค้นกฎเกณฑ์ต่างๆได้สำเร็จได้รับการปฏิเสธ ไม่ยอมรับว่าเป็นจริง ห้ามเปิดเพลงที่ชาวยิวแต่งและร้อง ห้ามตีพิมพ์วรรณกรรมของพวกยิว

ผลจากการปลุกระดมให้คนเยอรมันเกลียดชังยิว ทำให้มีการทำลายและปล้นสินค้าจากร้านค้าของพวกยิว ในที่สุดยิวก็ได้กลายมาเป็นบุคคลที่สังคมรังเกียจ ถูกห้ามไม่ให้เข้าชมภาพยนตร์และละคร ห้ามนั่งตามที่นั่งสาธารณะ ห้ามขึ้นรถรางระยะสั้น ห้ามซื้ออาหารนอกเวลาจำกัด อนุญาตให้ยิวไปซื้ออาหารได้เป็นบางร้านเฉพาะบ่าย 2 โมง ถึง บ่าย 3 โมงเท่านั้น ๆเครื่องประดับถูกริบหมด เหตุการณ์รุนแรงตลอดมาจนกระทั้งเดือนกันยายน 1941 ซึ่งถือว่ามาถึงขั้นตอนสุดท้ายในการผลาญยิว

ฮิตเลอร์ประกาศให้ยิวทั้งหญิงชายติดดาวเดวิด (David Stern) ทำด้วยผ้าสีเหลืองขอบดำด้านบนหน้าอกเสื้อด้านซ้ายภาพในดาวเขียนคำว่ายิวติดอยู่ตรงกลางไว้ด้วย[2] ตำรวจคอยจับกุมยิวที่ออกเดินตามสาธารณสถาน เมื่อกรุงเบอร์ลินถูกฝ่ายสัมพันธมิตรโจมตีทางอากาศจนบ้านเรือนเสียหาย ชาวเยอรมันไม่มีที่อยู่อาศัยเป็นจำนวนมาก พวกนาซีได้ยึดทรัพย์สมบัติและบ้านเรือนของชาวยิวแล้วขับไล่ออกไปโดยจับไป เข้าค่ายบังคับให้ไปทำงานเยี่ยงทาสตามสถานที่ต่างๆ ต่อมานาซีเริ่มแผนการกำจัดยิวทีละน้อยๆโดยกวาดต้อนขึ้นรถบรรทุกพาออกไปยัง สถานที่ซึ่งไม่มีใครรู้ด้วยเหตุนี้ทำให้ยิวจึงค่อยๆหายสาบสูญไป

ยิวที่หนีจากเยอรมันไปตั้งรกรากในประเทศใกล้เคียง เช่นโปแลนด์ เชโกสโลวเกีย รูเมเนีย ฝรั่งเศส กรีซ อิตาลี ฮังการี ยังถูกพวกนาซีตามล่าเมื่อฮิตเลอร์ยึดครองยุโรปภาคกลางแล้วยังใช้นโยบายกำจัด ยิวตามดินแดนต่างที่ฮิตเลอร์ครอง มีการจับกุมและกัก ยิวไว้ในค่ายแล้วบังคบให้ทำงานหนัก จากนั้นจึงส่งไปประหารจนยิวมีจำนวนน้อยลง ยิวเป็นจำนวนมากถูกส่งไปทรมานก่อนนำไปประหารชีวิตในห้องก๊าซพิษแล้งส่งเข้า ไปในเตาเผาศพ บางศพถูกนำไปผ่าตัดประกอบการค้นคว้าทดลองด้านการแพทย์ เมื่อสงครามในยุโรปยุติลงโดยเยอรมันพ่ายแพ้ต่อฝ่ายสัมพันธมิตร ยิวที่เหลืออยู่ตามค่ายต่างๆ ได้รับการปลดปล่อยให้รับอิสรภาพ

[1] Aryan (อารยัน) เป็นชื่อที่นาซีเรียกตนเอง คือความเป็นผู้นำหรือเจริญ กว่าชาติอื่น คนอารยันคือคนที่มีเลือดเนื้อเชื้อไขเป็นชนชาติเยอรมันแท้ 100 เปอร์เซ็นต์
[2] (เดวิดเป็นหัวหน้ายิวสมัยก่อนพระเยซู)

ดึงข้อมูลจาก http://www.dek-d.com

จุดมุ่งหมายของฮิตเลอร์

ฮิตเลอร์มีจุดมุ่งหมายที่จะสร้างมหาอาณาจักรไรซ์ที่ 3[1] (The Third Reich) ขึ้น ฮิตเลอร์เห็นว่าเยอรมันควรรวมกันเป็นหนึ่งเดียว ส่วนพวกยิวถือว่าเป็นชนต่างด้าวไม่ควรนับให้อยู่ในกลุ่มพวกอารยัน

เป้าหมายของโครงการนี้เยอรมันต้องการเลิกสัญญาแวร์ซายล์ และแซงต์แยร์แมงที่ทำไว้หลังจากแพ้สงครามโลกครั้งที่ 1 ต้องการปฏิเสธความรับผิดชอบในการสงคราม ต้องการพิจารณาค่าปฏิกรรมสงครามใหม่ ต้องการเรียกร้องเอาอาณานิคมคืนมาเพื่อเป็นประเทศบริวารเลี้ยงตนเอง วางแผนกำจัดชนชาติที่มิใช่เลือดเยอรมันหรือชนชาติต่างด้าวที่อพยพเข้ามาอยู่ ในเยอรมัน หลังจากเดือนสิงหาคม ปี 1914 รัฐให้การค้ำประกันการมีงานทำและภาวะตกต่ำในการครองชีพของพลเมือง ริบเอาผลกำไรซึ่งได้จากสงคราม โอนกิจการใหญ่ๆและห้างสรรพสินค้าต่างๆเข้ามาเป็นของชาติ จัดการปฏิรูปในด้านเกษตรกรรม ให้การพิทักษ์คนชราและปลูกฝังความเจริญทางกายและทางสมองของพลเมืองให้ดีขึ้น พยายามสร้างแสนยานุภาพให้เท่าเทียมกับชาติมหาอำนาจอื่นๆ สร้างความยิ่งใหญ่ของเยอรมันให้ปรากฏในทวีปยุโรป หาทางทำสงครามแก้แค้นฝรั่งเศสและรัสเซีย วางแผนตั้งอาณานิคมอันยิ่งใหญ่ในอนาคต

ดึงข้อมูลจาก
http://www.dek-d.com

เหตุผลที่ทำให้ฮิตเลอร์กลายเป็นผู้นำที่มีอำนาจ

ฮิตเลอร์ก้าวสู่อำนาจสูงสุดโดยเริ่มจากตำแหน่งทหารยศสิบโทเท่านั้นสิ่งที่สำคัญที่เป็นแรงสนับสนุนคือ

1.ฮิตเลอร์มีความกล้าหาญ เด็ดเดี่ยวตัดสินใจเด็ดขาด ยึดมั่นในอุดมการณ์ด้วยความจริงใจ มีความสามารถเป็นผู้นำในการปกครอง สามารถคาดการณ์ทางการเมืองล่วงหน้าได้อย่างแม่นยำ
2.ฮิตเลอร์มีความสามารถในการพูด มีเทคนิคในการพูดชนะใจคนอย่างเด็ดขาด ลีลาการพูดของฮิตเลอร์สามารถดึงดูดความสนใจของมหาชนได้เป็นอย่างดี
3.มีความฉลาดในการปกครอง รู้จักใช้คนที่มีความสามรถในด้านต่างๆทันเหตุการณ์
4.รู้จักใช้หลักปรัชญาทางการเมืองแบบง่ายๆในลักษณะกระตุ้นความสนใจของมหาชน เช่น มุ่งประเด็นการโจมตีผู้ชนะสงครามโลกและกระตุ้นหรือปลุกวิญญาณความรักชาติของ ชาวเยอรมันได้สำเร็จ กล่าวคือ ฮิตเลอร์พยายามหาทางฟื้นฟูให้เพื่อนร่วมชาติเกิดความรู้สึกเชื่อมั่นในส่วนรวม
5.ฮิตเลอร์ให้คำมั่นสัญญาแก่มวลชนโดยเสนอโครงการพัฒนาประเทศ 25 ข้อ เป็นการสร้างความหวังใหม่ให้กับประเทศ เช่น เขาจะคุ้มครองเจ้าของทรัพย์สินให้พ้นจากลัทธิคอมมิวนิสต์ คุ้นครองกรรมกรให้พ้นจากการถูกกดขี่แรงงาน คุ้มครองนักธุรกิจเล็กๆ ให้พ้นจากการครอบงำของบริษัทต่างๆ
6.การเสื่อมความนิยมในการนับถือศาสนาคริสต์ ลัทธิโปรเตสแตนต์ ภายในเยอรมันกลายเป็นการสนับสนุนลัทธินาซีทางอ้อม คือเมื่อประชาชนที่นับถือศาสนาเสื่อมความสนใจนับถือศาสนาของตนเองแล้ว พวกเขาก็จะหันเหความสนใจมาหาสิ่งที่มีความหมายใหม่ คือลัทธิเนชั่นเนลโซเชียลิสม์ของฮิตเลอร์ทันที
เมื่อ ฮิตเลอร์ได้รับอำนาจบริหารงานของประเทศไปตามแนวของพรรคนาซี อำนาจสูงสุดในด้านต่างๆตกอยู่ในมือของฮิตเลอร์อย่างสิ้นเชิง ฮิตเลอร์กลายเป็นผู้นำซึ่งต่อมาเรียกว่าท่านประมุข (เดอร์ ฟูห์เรอร์)

ดึงข้อมูลจาก : http://www.dek-d.com

วันพฤหัสบดีที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551

Nazi Leader

Adolf Hitler


วัยเด็ก

ในวัยเด็ก ฮิตเลอร์ไม่สนิทกับบิดานัก เนื่องจากบิดาเข้มงวดในระเบียบ ลงโทษรุนแรง แต่ฮิตเลอร์ในวัยเด็ก เรียนเก่งมาก และเคร่งศาสนา จนเพื่อนๆ ไว้ใจให้เป็นหัวหน้า แต่เมื่อโตขึ้น ฮิตเลอร์เริ่มตามวิชาการไม่ทัน และผลการเรียนเริ่มแย่ลง เพื่อนๆ เลิกไว้ใจ ปลดฮิตเลอร์จากการเป็นหัวหน้า และบิดาก็ดุด่าฮิตเลอร์ เกรงว่าอนาคตฮิตเลอร์จะไม่สามารถเข้ารับราชการได้ แต่ฮิตเลอร์เองไม่อยากเป็นข้าราชการ เพราะฮิตเลอร์ชอบศิลปะ เขาอยากจะเป็นจิตรกรมากกว่าข้าราชการ สิ่งนี้ทำให้ฮิตเลอร์เปลี่ยนไปสนใจในศาสตร์ต่อสู้และศิลปะ ทำให้ผลการเรียนตกต่ำลงเรื่อยๆ จนใน ค.ศ. 1903 ฮิตเลอร์ก็ซ้ำชั้น ทำให้บิดาของเขาได้ไล่ฮิตเลอร์ออกจากบ้าน แต่ 3 วันให้หลังฮิตเลอร์ก็กลับมาที่บ้าน

ค.ศ. 1903 อาลัวส์ ฮิตเลอร์ (Alois Hitler) บิดาของอดอล์ฟ เสียชีวิตลงในวัย 65 ปี และครอบครัวย้ายไปอยู่ที่เมืองลินซ์ (Linz)

ค.ศ. 1907 คลารา ฮิตเลอร์ (Klara Hitler) มารดาของอดอล์ฟ เสียชีวิตลงด้วยวัย 47 ปี ด้วยโรคมะเร็ง ซึ่งนั่น ทำให้ฮิตเลอร์หนีห่างออกจากอลัวส์ บิดาของเขา ไปอยู่กับป้าของเขาในเวียนนา

ค.ศ. 1909 ฮิตเลอร์ เข้าเป็นอาสาสมัครในกองทัพเยอรมัน

Photobucket