วันอังคารที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2551

วันจันทร์ที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2551

ประวัติของอดอล์ฟ ฮิตเลอร์

เกิด 20 เม.ย. ปีค.ศ.1889 ที่เมืองเบราเนา ประเทศออสเตรีย ติดชายแดนเยอรมนี
ทั้ง พ่อ-อาลัวส์ และแม่คาร่า มาจากครอบครัวเกษตรกรที่ยากจน แต่พ่อเป็นคนฉลาดและทะเยอทะยาน จึงก้าวขึ้นมาเป็นเจ้าหน้าที่ภาษี ช่วงที่มาแต่งงานกับแม่ อายุห่างกันถึง 23 ปี และมีลูกติดมา 2 คน ทำให้ฮิตเลอร์มีพี่น้องถึง 5 คน
แต่โตขึ้นมาเหลือรอดอยู่ 2 คน คือฮิตเลอร์และน้องสาว พ่อฮิตเลอร์เป็นคนที่เข้มงวดมาก และนิยมใช้ความรุนแรงลงโทษหากลูกไม่เชื่อฟัง ฮิตเลอร์จึงเป็นเด็กเรียนดีในตอนต้น เพื่อนๆ ยกย่องให้เป็นผู้นำ ทั้งยังเคร่งศาสนา จนใครๆ คิดว่าโตขึ้นมาจะเป็นนักบวช
แต่ พอขึ้นเรียนชั้นสูงขึ้น วิชาต่างๆ ก็เริ่มยากขึ้นเรื่อยๆ เมื่อสอบไม่ได้ที่ 1 พ่อเริ่มเกรี้ยวกราด เพราะกลัวลูกจะเข้ารับราชการไม่ได้
ส่วนเพื่อนๆ ก็เริ่มไม่ปลื้มให้เป็นหัวหน้า ความกดดันต่างๆ ทำให้ฮิตเลอร์เบี่ยงไปสนใจการต่อสู้
ครูชั้นมัธยมฯ คนเดียวที่ฮิตเลอร์ชื่นชอบ คือลีโอโพลด์ พอตช์ ซึ่งเป็นคนนิยมความสำเร็จของเยอรมนี
จึงมักเล่าถึงชัยชนะต่างๆ ของเยอรมันเหนือฝรั่งเศส ในศึกปีค.ศ.1870-1871 และต่อว่าออสเตรียว่าไม่ยอมเข้าร่วมกับเยอรมนี
ฮิตเลอร์พานชอบเยอรมันไปด้วย โดยมีออตโต วอน บิสมาร์ก นายกรัฐมนตรีของอาณาจักรเยอรมนี เป็นฮีโร่ในดวงใจ
สำหรับวิชาที่ฮิตเลอร์สนใจมากอีกวิชาคือศิลปะ ซึ่งทำให้ทะเลาะรุนแรงกับพ่อเพราะ ไม่เห็นด้วยเลยที่จะให้ลูกเป็นศิลปิน
ศึกพ่อลูกสิ้นสุดลงในปีค.ศ.1903 เมื่อพ่อฮิตเลอร์เสียชีวิต ตอนนั้นครอบครัวไม่ได้รับผลกระทบอะไรมากทางการเงิน แต่ฮิตเลอร์ยังคงไม่รักเรียนเช่นเดิม จนแม่ยอมให้ออกจากโรงเรียน
ต่อ มาในช่วงอายุ 18 ปี ฮิตเลอร์ได้รับมรดกของพ่อ และใช้เงินเดินทางไปกรุงเวียนนา
หวังว่าจะไปเรียนวิชาศิลปะที่นั่น ฮิตเลอร์คิดว่าตนเองมีความสามารถทางศิลปะที่เหนือชั้น แต่พอไปถึงจริงกลับถูกสถาบันวิชาการศิลปะเวียนนาปฏิเสธใบสมัคร
จากนั้นจึงย้ายไปสมัครที่โรงเรียนสถาปัตยกรรม แต่ไม่ได้อีก เพราะไม่มีใบรับรองจากโรงเรียนเก่า ฮิตเลอร์อับอายมากที่ล้มเหลวเช่นนี้
จนไม่กล้าบอกความจริงกับแม่ว่าเกิดอะไรขึ้น แสร้งทำเป็นอยู่ในเวียนนาต่อไปว่าตนเองเป็นนักเรียนศิลปะ หลังจากฮิตเลอร์ย้ายจากเมืองเบราเนาไปกรุงเวียนนา
และเข้าเรียนศิลปะอย่างที่ใจหวังไม่ได้ ก็ไม่กล้าบอกแม่ว่าเกิดอะไรขึ้น
แสร้ง ทำเป็นว่าเป็นนักเรียนศิลปะอยู่ที่กรุงเวียนนาอย่างนั้น โดยใช้เงินบำนาญมรดกของพ่อดำรงชีวิตในเมืองหลวงอย่างสบาย
วันๆ ก็นอนเล่นอ่านหนังสือ ตกบ่ายไปพิพิธภัณฑ์ศิลปะ จนกระทั่งปีค.ศ.1907 แม่เสียชีวิตด้วยโรคมะเร็ง
การเสียชีวิตของแม่ทำให้ฮิตเลอร์เสียใจสุดซึ้ง เพราะรักแม่มากและมากกว่าพ่อ ตามประวัติศาสตร์ฮิตเลอร์ถือรูปแม่ไปทุกที่แม้กระทั่งวาระสุดท้ายรูปก็ยัง
อยู่ในมือ ในปีค.ศ.1909 ซึ่งเป็นปีที่ควรเกณฑ์ทหาร ฮิตเลอร์กลับไม่ยอมรับใช้กองทัพออสเตรียของตัวเอง
เพราะแค้นอยู่ลึกๆ ที่สถาบันการศึกษาออสเตรียนอก จากนี้ยังชื่นชมอาณาจักรเยอรมนีที่เหนือกว่าออสเตรียมาตั้งแต่เด็ก
จึงไปเป็นอาสาสมัครในกองทัพเยอรมนี ขึ้นชื่อว่าเป็นทหารกล้าตาย สู้เลือดเดือด ช่วงเวลานี้ชีวิตของฮิตเลอร์มีทั้งขึ้นและลง
หลังจากสงครามโลกครั้งที่ 1 สิ้นสุดลง ฮิตเลอร์ ย้ายไปอยู่มิวนิกและเริ่มชีวิตทางการเมือง ซึ่งล้มลุกคลุกคลานอยู่นาน จนกระทั่งปีค.ศ.1921
ก้าวขึ้นเป็นหัวหน้าพรรคนาซี มีนโยบายต่อต้านชาวยิวและผู้นิยมลัทธิสังคมนิยม ในปี 1933 ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีและหนึ่งปีถัดจากนั้นตั้งตนเป็นเผด็จการสมบูรณ์แบบ
สร้างกองทัพยึดคืนแคว้นไรน์ และในปี 1936 ร่วมมือกับเผด็จการมุสโสลินีของอิตาลีบุกยึดออสเตรีย ชาติเกิดของตนเอง
ตามด้วยเชโกสโลวะเกีย สำหรับเชโกฯ นั้นบุกยากกว่าออสเตรีย เพราะมีฝรั่งเศสเป็นพันธมิตร ทางด้านอังกฤษจึงเป็นตัวกลางไกล่เกลี่ยแบ่งพื้นที่บางส่วนของเชโกฯ ให้เยอรมัน
แต่ภายหลังถูกฮิตเลอร์หักหลังเข้ายึดทั้งประเทศ ทำให้อังกฤษอับอายมาก ด้วยความที่ได้คืบจะเอาศอก
ฮิตเลอร์ลุยต่อไปที่โปแลนด์ คราวนี้อังกฤษกับฝรั่งเศสไม่ยอมอีกแล้ว วันที่ 3 ก.ย.1939 จึงประกาศสงครามโลกครั้งที่ 2 กับเยอรมัน
ฝ่ายพันธมิตรและอักษะสู้รบกันอยู่นานถึงปี 1945 ฝ่ายอักษะพ่ายแพ้ ฮิตเลอร์ฆ่าตัวตายพร้อมหญิงคนรัก อีวา วันที่ 30 เม.ย. ปีค.ศ.1945

วันศุกร์ที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2551

อำนาจ ?

Photobucket

Photobucket

Photobucket

สิ่งต่างๆที่เกิดขึ้นในเยอรมนีสมัยฮิตเล่อร์เรืองอำนาจล้วนเป็นสิ่งที่อันตรายและมีโอกาสที่จะเกิดขึ้นได้ทุกประเทศไม่เว้นแม้แต่ประเทศไทย
ฮิตเล่อร์นั้นเป็นผู้นำที่มาอย่างถูกต้องตามรัฐธรรมนูญซึ่งนั่นคือตามอำนาจและความชอบธรรมนั่นเอง แต่เมื่อฮิตเล่อร์เข้าสู่อำนาจแล้วกลับใช้อำนาจที่ได้มาอย่างถูกต้องไปในทางที่ผิด จนทำให้ชาติเข้าสู่สงครามและล้มละลายในที่สุดทำให้ต้องเริ่มต้นใหม่อีกครั้งหนึ่ง ดังนั้น ทุกประเทศรวมทั้งประเทศไทยจึงควรจับตาไม่ให้คนอย่างฮิตเลอร์ปรากฏตัวขึ้นมามีอำนาจอีกครั้งจนทำความสูญเสียให้แก่ประเทศเหล่านั้นจนยากจะเยียวยา


เยอรมนีไม่ได้มีเพียงนาซีหรือฮิตเล่อร์ซึ่งเป็นสิ่งไม่พึงปรารถนา แต่ยังมีสิ่งดีๆอีกมากมายที่เราสามารถศึกษาและนำมาใช้ประโยชน์ได้ เช่น ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี เป็นต้น ความเป็นระเบียบวินัยของชาติซึ่งสะท้อนออกมาอย่างชัดเจน เช่น กฎหมาย หรือนิสัยของประชาชน หรือการผ่านความยากลำบากในหลายๆครั้งในประวัติศาสตร์ เช่น การรวมชาติในปี ค.ศ.1990 ซึ่งเป็นประเทศเดียวในโลกที่รวมคนชาติเดียวกันแต่ถูกแบ่งแยกทางลัทธิระหว่างประชาธิปไตยและคอมมิวนิสต์โดยไม่เสียเลือดเนื้อ

วันอาทิตย์ที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2551

ขจัดข้อจำกัดที่เหลือ

ด้วยการรวบรวมอำนาจนิติบัญญัติเข้ากับอำนาจบริหาร รัฐบาลของฮิทเลอร์จึงกำจัดฝ่ายค้านทางการเมืองที่เหลืออยู่ทั้งหมด. พรรคสังคมประชาธิปไตยเยอรมนีถูกห้ามหลังจากที่ให้การยินยอมต่อการห้ามพรรคคอมมิวนิสต์ในสองสัปดาห์. พรรคการเมืองอื่นทุกพรรคยุบตัวลงโดยดุษณี.

สหพันธ์แรงงานถูกรวมเข้ากับสมาพันธ์นายจ้างเป็นองค์การภายใต้การควบคุมของนาซีและการปกครองตนเองของรัฐบาลแคว้นถูกขจัดไปจนหมดสิ้น. ฮิทเลอร์ยังใช้เหล่าทหารอาสาของหน่วยพายุในการผลักดันอูเกินแบร์กให้ลาออก แล้วดำเนินการทำให้รองนายกรัฐมนตรีโดดเดี่ยวทางการเมือง. ขณะที่หน่วยพายุเติบใหญ่และแข่งแกร่งจนมีอำนาจอิสระเป็นของตัวเอง และฮิทเลอร์จึงใช้ข้อกล่าวหาเกี่ยวกับแผนของผู้นำหน่วยพายุ แอร์นสท เริห์ม ในการกำจัดกวาดล้างผู้นำที่มีกองกำลังทหารอาสาในห้วง "ราตรีมีดยาว" หรือ " การกวาดล้างนองเลือด ". ฝ่ายตรงข้ามที่ไม่มีความเชื่อมโยงกับหน่วยพายุจึงถูกฆาตรกรรมทั้งหมด .

ไม่นานหลังจากนั้นประธานาธิบดีถึงแก่อสัญกรรม. การเลือกตั้งประธานาธิบดีครั้งใหม่ คณะรัฐมนตรีของฮิทเลอร์ฝ่านกฏหมายที่ประกาศว่าตำแหน่งประธานาธิบดีหยุดลง และเปลี่ยนถ่ายบทบาทและอำนาจของหัวหน้าประเทศให้แก่ฮิทเลอร์เป็นผู้นำและนายกรัฐมนตรี. ฮิทเลอร์ยังคงเป็นผู้บัญชาการทหารสูงสุด ดังนั้นทหารที่สาบานคำปฏิญาณตนซึ่งไม่ได้กระทำต่อรัฐหรือรัฐธรรมนูญแต่ประการใด แต่ต่อฮิทเลอร์เป็นการส่วนตัว.

ในการออกเสียงประชามติกลางเดือนสิงหาคมปรากฎว่าสิ่งทั้งหลายล้วนได้รับการรับรองถึงร้อยละ 90 ของบรรดาผู้มีสิทธิ์เลือกตั้ง. การรวมเอาตำแหน่งสูงสุดในรัฐ , ทหาร และพรรคไว้ในมือ ฮิทเลอร์จึงมีกฎสูงสุดที่ไม่สามารถถูกคัดค้านทางกฎหมายอีกต่อไป.

การแต่งตั้งฮิทเลอร์เป็นนายกรัฐมนตรี

นักธุรกิจชั้นนำของเยอรมัน พวกเขาสนับสนุนด้านการเงินแก่พรรคนาซีที่อยู่ในสภาวะใกล้ล้มละลายจากการรณรงค์อย่างหนักหน่วง. นักธุรกิจเหล่านั้นยังเขียนจดหมายถึงฮินเดนบูร์กเพื่อกระตุ้นให้แต่งตั้งฮิทเลอร์เป็นผู้นำรัฐบาล "ที่เป็นอิสระจากพรรคในรัฐสภา"ซึ่งอาจเปลี่ยนเป็นการเคลื่อนไหวทำให้ "ประชาชนเรือนล้านปลาบปลื้มยินดี"

ในที่สุดประธานาธิปดีเห็นพ้องอย่างกระอักกระอ่วนใจในการแต่งตั้งฮิทเลอร์เป็นนายกรัฐมนตรีของรัฐบาลผสมซึ่งจัดตั้งโดยพรรคนาซีกับพรรคเอ็นวีพี. ฮิทเลอร์และรัฐมนตรีสองคนถูกควบคุมโดยโครงสร้างของรัฐมนตรีอนุรักษ์นิยมในคณะรัฐมนตรีโดยเฉพาะ. และในวันที่ 30 มกราคม 2533 ในห้องทำงานของฮินเดนบูร์ก อาดอร์ฟ ฮิตเลอร์ เข้าสาบานตนดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีหรืออัครมหาเสนาบดีด้วยพิธีการอย่างเร่งรีบ รวบรัด และเรียบง่าย.