วันอังคารที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2551
วันจันทร์ที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2551
ประวัติของอดอล์ฟ ฮิตเลอร์
เกิด 20 เม.ย. ปีค.ศ.1889 ที่เมืองเบราเนา ประเทศออสเตรีย ติดชายแดนเยอรมนี
ทั้ง พ่อ-อาลัวส์ และแม่คาร่า มาจากครอบครัวเกษตรกรที่ยากจน แต่พ่อเป็นคนฉลาดและทะเยอทะยาน จึงก้าวขึ้นมาเป็นเจ้าหน้าที่ภาษี ช่วงที่มาแต่งงานกับแม่ อายุห่างกันถึง 23 ปี และมีลูกติดมา 2 คน ทำให้ฮิตเลอร์มีพี่น้องถึง 5 คน
แต่โตขึ้นมาเหลือรอดอยู่ 2 คน คือฮิตเลอร์และน้องสาว พ่อฮิตเลอร์เป็นคนที่เข้มงวดมาก และนิยมใช้ความรุนแรงลงโทษหากลูกไม่เชื่อฟัง ฮิตเลอร์จึงเป็นเด็กเรียนดีในตอนต้น เพื่อนๆ ยกย่องให้เป็นผู้นำ ทั้งยังเคร่งศาสนา จนใครๆ คิดว่าโตขึ้นมาจะเป็นนักบวช
แต่ พอขึ้นเรียนชั้นสูงขึ้น วิชาต่างๆ ก็เริ่มยากขึ้นเรื่อยๆ เมื่อสอบไม่ได้ที่ 1 พ่อเริ่มเกรี้ยวกราด เพราะกลัวลูกจะเข้ารับราชการไม่ได้
ส่วนเพื่อนๆ ก็เริ่มไม่ปลื้มให้เป็นหัวหน้า ความกดดันต่างๆ ทำให้ฮิตเลอร์เบี่ยงไปสนใจการต่อสู้
ครูชั้นมัธยมฯ คนเดียวที่ฮิตเลอร์ชื่นชอบ คือลีโอโพลด์ พอตช์ ซึ่งเป็นคนนิยมความสำเร็จของเยอรมนี
จึงมักเล่าถึงชัยชนะต่างๆ ของเยอรมันเหนือฝรั่งเศส ในศึกปีค.ศ.1870-1871 และต่อว่าออสเตรียว่าไม่ยอมเข้าร่วมกับเยอรมนี
ฮิตเลอร์พานชอบเยอรมันไปด้วย โดยมีออตโต วอน บิสมาร์ก นายกรัฐมนตรีของอาณาจักรเยอรมนี เป็นฮีโร่ในดวงใจ
สำหรับวิชาที่ฮิตเลอร์สนใจมากอีกวิชาคือศิลปะ ซึ่งทำให้ทะเลาะรุนแรงกับพ่อเพราะ ไม่เห็นด้วยเลยที่จะให้ลูกเป็นศิลปิน
ศึกพ่อลูกสิ้นสุดลงในปีค.ศ.1903 เมื่อพ่อฮิตเลอร์เสียชีวิต ตอนนั้นครอบครัวไม่ได้รับผลกระทบอะไรมากทางการเงิน แต่ฮิตเลอร์ยังคงไม่รักเรียนเช่นเดิม จนแม่ยอมให้ออกจากโรงเรียน
ต่อ มาในช่วงอายุ 18 ปี ฮิตเลอร์ได้รับมรดกของพ่อ และใช้เงินเดินทางไปกรุงเวียนนา
หวังว่าจะไปเรียนวิชาศิลปะที่นั่น ฮิตเลอร์คิดว่าตนเองมีความสามารถทางศิลปะที่เหนือชั้น แต่พอไปถึงจริงกลับถูกสถาบันวิชาการศิลปะเวียนนาปฏิเสธใบสมัคร
จากนั้นจึงย้ายไปสมัครที่โรงเรียนสถาปัตยกรรม แต่ไม่ได้อีก เพราะไม่มีใบรับรองจากโรงเรียนเก่า ฮิตเลอร์อับอายมากที่ล้มเหลวเช่นนี้
จนไม่กล้าบอกความจริงกับแม่ว่าเกิดอะไรขึ้น แสร้งทำเป็นอยู่ในเวียนนาต่อไปว่าตนเองเป็นนักเรียนศิลปะ หลังจากฮิตเลอร์ย้ายจากเมืองเบราเนาไปกรุงเวียนนา
และเข้าเรียนศิลปะอย่างที่ใจหวังไม่ได้ ก็ไม่กล้าบอกแม่ว่าเกิดอะไรขึ้น
แสร้ง ทำเป็นว่าเป็นนักเรียนศิลปะอยู่ที่กรุงเวียนนาอย่างนั้น โดยใช้เงินบำนาญมรดกของพ่อดำรงชีวิตในเมืองหลวงอย่างสบาย
วันๆ ก็นอนเล่นอ่านหนังสือ ตกบ่ายไปพิพิธภัณฑ์ศิลปะ จนกระทั่งปีค.ศ.1907 แม่เสียชีวิตด้วยโรคมะเร็ง
การเสียชีวิตของแม่ทำให้ฮิตเลอร์เสียใจสุดซึ้ง เพราะรักแม่มากและมากกว่าพ่อ ตามประวัติศาสตร์ฮิตเลอร์ถือรูปแม่ไปทุกที่แม้กระทั่งวาระสุดท้ายรูปก็ยัง
อยู่ในมือ ในปีค.ศ.1909 ซึ่งเป็นปีที่ควรเกณฑ์ทหาร ฮิตเลอร์กลับไม่ยอมรับใช้กองทัพออสเตรียของตัวเอง
เพราะแค้นอยู่ลึกๆ ที่สถาบันการศึกษาออสเตรียนอก จากนี้ยังชื่นชมอาณาจักรเยอรมนีที่เหนือกว่าออสเตรียมาตั้งแต่เด็ก
จึงไปเป็นอาสาสมัครในกองทัพเยอรมนี ขึ้นชื่อว่าเป็นทหารกล้าตาย สู้เลือดเดือด ช่วงเวลานี้ชีวิตของฮิตเลอร์มีทั้งขึ้นและลง
หลังจากสงครามโลกครั้งที่ 1 สิ้นสุดลง ฮิตเลอร์ ย้ายไปอยู่มิวนิกและเริ่มชีวิตทางการเมือง ซึ่งล้มลุกคลุกคลานอยู่นาน จนกระทั่งปีค.ศ.1921
ก้าวขึ้นเป็นหัวหน้าพรรคนาซี มีนโยบายต่อต้านชาวยิวและผู้นิยมลัทธิสังคมนิยม ในปี 1933 ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีและหนึ่งปีถัดจากนั้นตั้งตนเป็นเผด็จการสมบูรณ์แบบ
สร้างกองทัพยึดคืนแคว้นไรน์ และในปี 1936 ร่วมมือกับเผด็จการมุสโสลินีของอิตาลีบุกยึดออสเตรีย ชาติเกิดของตนเอง
ตามด้วยเชโกสโลวะเกีย สำหรับเชโกฯ นั้นบุกยากกว่าออสเตรีย เพราะมีฝรั่งเศสเป็นพันธมิตร ทางด้านอังกฤษจึงเป็นตัวกลางไกล่เกลี่ยแบ่งพื้นที่บางส่วนของเชโกฯ ให้เยอรมัน
แต่ภายหลังถูกฮิตเลอร์หักหลังเข้ายึดทั้งประเทศ ทำให้อังกฤษอับอายมาก ด้วยความที่ได้คืบจะเอาศอก
ฮิตเลอร์ลุยต่อไปที่โปแลนด์ คราวนี้อังกฤษกับฝรั่งเศสไม่ยอมอีกแล้ว วันที่ 3 ก.ย.1939 จึงประกาศสงครามโลกครั้งที่ 2 กับเยอรมัน
ฝ่ายพันธมิตรและอักษะสู้รบกันอยู่นานถึงปี 1945 ฝ่ายอักษะพ่ายแพ้ ฮิตเลอร์ฆ่าตัวตายพร้อมหญิงคนรัก อีวา วันที่ 30 เม.ย. ปีค.ศ.1945
ทั้ง พ่อ-อาลัวส์ และแม่คาร่า มาจากครอบครัวเกษตรกรที่ยากจน แต่พ่อเป็นคนฉลาดและทะเยอทะยาน จึงก้าวขึ้นมาเป็นเจ้าหน้าที่ภาษี ช่วงที่มาแต่งงานกับแม่ อายุห่างกันถึง 23 ปี และมีลูกติดมา 2 คน ทำให้ฮิตเลอร์มีพี่น้องถึง 5 คน
แต่โตขึ้นมาเหลือรอดอยู่ 2 คน คือฮิตเลอร์และน้องสาว พ่อฮิตเลอร์เป็นคนที่เข้มงวดมาก และนิยมใช้ความรุนแรงลงโทษหากลูกไม่เชื่อฟัง ฮิตเลอร์จึงเป็นเด็กเรียนดีในตอนต้น เพื่อนๆ ยกย่องให้เป็นผู้นำ ทั้งยังเคร่งศาสนา จนใครๆ คิดว่าโตขึ้นมาจะเป็นนักบวช
แต่ พอขึ้นเรียนชั้นสูงขึ้น วิชาต่างๆ ก็เริ่มยากขึ้นเรื่อยๆ เมื่อสอบไม่ได้ที่ 1 พ่อเริ่มเกรี้ยวกราด เพราะกลัวลูกจะเข้ารับราชการไม่ได้
ส่วนเพื่อนๆ ก็เริ่มไม่ปลื้มให้เป็นหัวหน้า ความกดดันต่างๆ ทำให้ฮิตเลอร์เบี่ยงไปสนใจการต่อสู้
ครูชั้นมัธยมฯ คนเดียวที่ฮิตเลอร์ชื่นชอบ คือลีโอโพลด์ พอตช์ ซึ่งเป็นคนนิยมความสำเร็จของเยอรมนี
จึงมักเล่าถึงชัยชนะต่างๆ ของเยอรมันเหนือฝรั่งเศส ในศึกปีค.ศ.1870-1871 และต่อว่าออสเตรียว่าไม่ยอมเข้าร่วมกับเยอรมนี
ฮิตเลอร์พานชอบเยอรมันไปด้วย โดยมีออตโต วอน บิสมาร์ก นายกรัฐมนตรีของอาณาจักรเยอรมนี เป็นฮีโร่ในดวงใจ
สำหรับวิชาที่ฮิตเลอร์สนใจมากอีกวิชาคือศิลปะ ซึ่งทำให้ทะเลาะรุนแรงกับพ่อเพราะ ไม่เห็นด้วยเลยที่จะให้ลูกเป็นศิลปิน
ศึกพ่อลูกสิ้นสุดลงในปีค.ศ.1903 เมื่อพ่อฮิตเลอร์เสียชีวิต ตอนนั้นครอบครัวไม่ได้รับผลกระทบอะไรมากทางการเงิน แต่ฮิตเลอร์ยังคงไม่รักเรียนเช่นเดิม จนแม่ยอมให้ออกจากโรงเรียน
ต่อ มาในช่วงอายุ 18 ปี ฮิตเลอร์ได้รับมรดกของพ่อ และใช้เงินเดินทางไปกรุงเวียนนา
หวังว่าจะไปเรียนวิชาศิลปะที่นั่น ฮิตเลอร์คิดว่าตนเองมีความสามารถทางศิลปะที่เหนือชั้น แต่พอไปถึงจริงกลับถูกสถาบันวิชาการศิลปะเวียนนาปฏิเสธใบสมัคร
จากนั้นจึงย้ายไปสมัครที่โรงเรียนสถาปัตยกรรม แต่ไม่ได้อีก เพราะไม่มีใบรับรองจากโรงเรียนเก่า ฮิตเลอร์อับอายมากที่ล้มเหลวเช่นนี้
จนไม่กล้าบอกความจริงกับแม่ว่าเกิดอะไรขึ้น แสร้งทำเป็นอยู่ในเวียนนาต่อไปว่าตนเองเป็นนักเรียนศิลปะ หลังจากฮิตเลอร์ย้ายจากเมืองเบราเนาไปกรุงเวียนนา
และเข้าเรียนศิลปะอย่างที่ใจหวังไม่ได้ ก็ไม่กล้าบอกแม่ว่าเกิดอะไรขึ้น
แสร้ง ทำเป็นว่าเป็นนักเรียนศิลปะอยู่ที่กรุงเวียนนาอย่างนั้น โดยใช้เงินบำนาญมรดกของพ่อดำรงชีวิตในเมืองหลวงอย่างสบาย
วันๆ ก็นอนเล่นอ่านหนังสือ ตกบ่ายไปพิพิธภัณฑ์ศิลปะ จนกระทั่งปีค.ศ.1907 แม่เสียชีวิตด้วยโรคมะเร็ง
การเสียชีวิตของแม่ทำให้ฮิตเลอร์เสียใจสุดซึ้ง เพราะรักแม่มากและมากกว่าพ่อ ตามประวัติศาสตร์ฮิตเลอร์ถือรูปแม่ไปทุกที่แม้กระทั่งวาระสุดท้ายรูปก็ยัง
อยู่ในมือ ในปีค.ศ.1909 ซึ่งเป็นปีที่ควรเกณฑ์ทหาร ฮิตเลอร์กลับไม่ยอมรับใช้กองทัพออสเตรียของตัวเอง
เพราะแค้นอยู่ลึกๆ ที่สถาบันการศึกษาออสเตรียนอก จากนี้ยังชื่นชมอาณาจักรเยอรมนีที่เหนือกว่าออสเตรียมาตั้งแต่เด็ก
จึงไปเป็นอาสาสมัครในกองทัพเยอรมนี ขึ้นชื่อว่าเป็นทหารกล้าตาย สู้เลือดเดือด ช่วงเวลานี้ชีวิตของฮิตเลอร์มีทั้งขึ้นและลง
หลังจากสงครามโลกครั้งที่ 1 สิ้นสุดลง ฮิตเลอร์ ย้ายไปอยู่มิวนิกและเริ่มชีวิตทางการเมือง ซึ่งล้มลุกคลุกคลานอยู่นาน จนกระทั่งปีค.ศ.1921
ก้าวขึ้นเป็นหัวหน้าพรรคนาซี มีนโยบายต่อต้านชาวยิวและผู้นิยมลัทธิสังคมนิยม ในปี 1933 ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีและหนึ่งปีถัดจากนั้นตั้งตนเป็นเผด็จการสมบูรณ์แบบ
สร้างกองทัพยึดคืนแคว้นไรน์ และในปี 1936 ร่วมมือกับเผด็จการมุสโสลินีของอิตาลีบุกยึดออสเตรีย ชาติเกิดของตนเอง
ตามด้วยเชโกสโลวะเกีย สำหรับเชโกฯ นั้นบุกยากกว่าออสเตรีย เพราะมีฝรั่งเศสเป็นพันธมิตร ทางด้านอังกฤษจึงเป็นตัวกลางไกล่เกลี่ยแบ่งพื้นที่บางส่วนของเชโกฯ ให้เยอรมัน
แต่ภายหลังถูกฮิตเลอร์หักหลังเข้ายึดทั้งประเทศ ทำให้อังกฤษอับอายมาก ด้วยความที่ได้คืบจะเอาศอก
ฮิตเลอร์ลุยต่อไปที่โปแลนด์ คราวนี้อังกฤษกับฝรั่งเศสไม่ยอมอีกแล้ว วันที่ 3 ก.ย.1939 จึงประกาศสงครามโลกครั้งที่ 2 กับเยอรมัน
ฝ่ายพันธมิตรและอักษะสู้รบกันอยู่นานถึงปี 1945 ฝ่ายอักษะพ่ายแพ้ ฮิตเลอร์ฆ่าตัวตายพร้อมหญิงคนรัก อีวา วันที่ 30 เม.ย. ปีค.ศ.1945
วันศุกร์ที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2551
อำนาจ ?
สิ่งต่างๆที่เกิดขึ้นในเยอรมนีสมัยฮิตเล่อร์เรืองอำนาจล้วนเป็นสิ่งที่อันตรายและมีโอกาสที่จะเกิดขึ้นได้ทุกประเทศไม่เว้นแม้แต่ประเทศไทย
ฮิตเล่อร์นั้นเป็นผู้นำที่มาอย่างถูกต้องตามรัฐธรรมนูญซึ่งนั่นคือตามอำนาจและความชอบธรรมนั่นเอง แต่เมื่อฮิตเล่อร์เข้าสู่อำนาจแล้วกลับใช้อำนาจที่ได้มาอย่างถูกต้องไปในทางที่ผิด จนทำให้ชาติเข้าสู่สงครามและล้มละลายในที่สุดทำให้ต้องเริ่มต้นใหม่อีกครั้งหนึ่ง ดังนั้น ทุกประเทศรวมทั้งประเทศไทยจึงควรจับตาไม่ให้คนอย่างฮิตเลอร์ปรากฏตัวขึ้นมามีอำนาจอีกครั้งจนทำความสูญเสียให้แก่ประเทศเหล่านั้นจนยากจะเยียวยา
ฮิตเล่อร์นั้นเป็นผู้นำที่มาอย่างถูกต้องตามรัฐธรรมนูญซึ่งนั่นคือตามอำนาจและความชอบธรรมนั่นเอง แต่เมื่อฮิตเล่อร์เข้าสู่อำนาจแล้วกลับใช้อำนาจที่ได้มาอย่างถูกต้องไปในทางที่ผิด จนทำให้ชาติเข้าสู่สงครามและล้มละลายในที่สุดทำให้ต้องเริ่มต้นใหม่อีกครั้งหนึ่ง ดังนั้น ทุกประเทศรวมทั้งประเทศไทยจึงควรจับตาไม่ให้คนอย่างฮิตเลอร์ปรากฏตัวขึ้นมามีอำนาจอีกครั้งจนทำความสูญเสียให้แก่ประเทศเหล่านั้นจนยากจะเยียวยา
เยอรมนีไม่ได้มีเพียงนาซีหรือฮิตเล่อร์ซึ่งเป็นสิ่งไม่พึงปรารถนา แต่ยังมีสิ่งดีๆอีกมากมายที่เราสามารถศึกษาและนำมาใช้ประโยชน์ได้ เช่น ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี เป็นต้น ความเป็นระเบียบวินัยของชาติซึ่งสะท้อนออกมาอย่างชัดเจน เช่น กฎหมาย หรือนิสัยของประชาชน หรือการผ่านความยากลำบากในหลายๆครั้งในประวัติศาสตร์ เช่น การรวมชาติในปี ค.ศ.1990 ซึ่งเป็นประเทศเดียวในโลกที่รวมคนชาติเดียวกันแต่ถูกแบ่งแยกทางลัทธิระหว่างประชาธิปไตยและคอมมิวนิสต์โดยไม่เสียเลือดเนื้อ
วันอาทิตย์ที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2551
ขจัดข้อจำกัดที่เหลือ
ด้วยการรวบรวมอำนาจนิติบัญญัติเข้ากับอำนาจบริหาร รัฐบาลของฮิทเลอร์จึงกำจัดฝ่ายค้านทางการเมืองที่เหลืออยู่ทั้งหมด. พรรคสังคมประชาธิปไตยเยอรมนีถูกห้ามหลังจากที่ให้การยินยอมต่อการห้ามพรรคคอมมิวนิสต์ในสองสัปดาห์. พรรคการเมืองอื่นทุกพรรคยุบตัวลงโดยดุษณี.
สหพันธ์แรงงานถูกรวมเข้ากับสมาพันธ์นายจ้างเป็นองค์การภายใต้การควบคุมของนาซีและการปกครองตนเองของรัฐบาลแคว้นถูกขจัดไปจนหมดสิ้น. ฮิทเลอร์ยังใช้เหล่าทหารอาสาของหน่วยพายุในการผลักดันอูเกินแบร์กให้ลาออก แล้วดำเนินการทำให้รองนายกรัฐมนตรีโดดเดี่ยวทางการเมือง. ขณะที่หน่วยพายุเติบใหญ่และแข่งแกร่งจนมีอำนาจอิสระเป็นของตัวเอง และฮิทเลอร์จึงใช้ข้อกล่าวหาเกี่ยวกับแผนของผู้นำหน่วยพายุ แอร์นสท เริห์ม ในการกำจัดกวาดล้างผู้นำที่มีกองกำลังทหารอาสาในห้วง "ราตรีมีดยาว" หรือ " การกวาดล้างนองเลือด ". ฝ่ายตรงข้ามที่ไม่มีความเชื่อมโยงกับหน่วยพายุจึงถูกฆาตรกรรมทั้งหมด .
ไม่นานหลังจากนั้นประธานาธิบดีถึงแก่อสัญกรรม. การเลือกตั้งประธานาธิบดีครั้งใหม่ คณะรัฐมนตรีของฮิทเลอร์ฝ่านกฏหมายที่ประกาศว่าตำแหน่งประธานาธิบดีหยุดลง และเปลี่ยนถ่ายบทบาทและอำนาจของหัวหน้าประเทศให้แก่ฮิทเลอร์เป็นผู้นำและนายกรัฐมนตรี. ฮิทเลอร์ยังคงเป็นผู้บัญชาการทหารสูงสุด ดังนั้นทหารที่สาบานคำปฏิญาณตนซึ่งไม่ได้กระทำต่อรัฐหรือรัฐธรรมนูญแต่ประการใด แต่ต่อฮิทเลอร์เป็นการส่วนตัว.
สหพันธ์แรงงานถูกรวมเข้ากับสมาพันธ์นายจ้างเป็นองค์การภายใต้การควบคุมของนาซีและการปกครองตนเองของรัฐบาลแคว้นถูกขจัดไปจนหมดสิ้น. ฮิทเลอร์ยังใช้เหล่าทหารอาสาของหน่วยพายุในการผลักดันอูเกินแบร์กให้ลาออก แล้วดำเนินการทำให้รองนายกรัฐมนตรีโดดเดี่ยวทางการเมือง. ขณะที่หน่วยพายุเติบใหญ่และแข่งแกร่งจนมีอำนาจอิสระเป็นของตัวเอง และฮิทเลอร์จึงใช้ข้อกล่าวหาเกี่ยวกับแผนของผู้นำหน่วยพายุ แอร์นสท เริห์ม ในการกำจัดกวาดล้างผู้นำที่มีกองกำลังทหารอาสาในห้วง "ราตรีมีดยาว" หรือ " การกวาดล้างนองเลือด ". ฝ่ายตรงข้ามที่ไม่มีความเชื่อมโยงกับหน่วยพายุจึงถูกฆาตรกรรมทั้งหมด .
ไม่นานหลังจากนั้นประธานาธิบดีถึงแก่อสัญกรรม. การเลือกตั้งประธานาธิบดีครั้งใหม่ คณะรัฐมนตรีของฮิทเลอร์ฝ่านกฏหมายที่ประกาศว่าตำแหน่งประธานาธิบดีหยุดลง และเปลี่ยนถ่ายบทบาทและอำนาจของหัวหน้าประเทศให้แก่ฮิทเลอร์เป็นผู้นำและนายกรัฐมนตรี. ฮิทเลอร์ยังคงเป็นผู้บัญชาการทหารสูงสุด ดังนั้นทหารที่สาบานคำปฏิญาณตนซึ่งไม่ได้กระทำต่อรัฐหรือรัฐธรรมนูญแต่ประการใด แต่ต่อฮิทเลอร์เป็นการส่วนตัว.
ในการออกเสียงประชามติกลางเดือนสิงหาคมปรากฎว่าสิ่งทั้งหลายล้วนได้รับการรับรองถึงร้อยละ 90 ของบรรดาผู้มีสิทธิ์เลือกตั้ง. การรวมเอาตำแหน่งสูงสุดในรัฐ , ทหาร และพรรคไว้ในมือ ฮิทเลอร์จึงมีกฎสูงสุดที่ไม่สามารถถูกคัดค้านทางกฎหมายอีกต่อไป.
การแต่งตั้งฮิทเลอร์เป็นนายกรัฐมนตรี
นักธุรกิจชั้นนำของเยอรมัน พวกเขาสนับสนุนด้านการเงินแก่พรรคนาซีที่อยู่ในสภาวะใกล้ล้มละลายจากการรณรงค์อย่างหนักหน่วง. นักธุรกิจเหล่านั้นยังเขียนจดหมายถึงฮินเดนบูร์กเพื่อกระตุ้นให้แต่งตั้งฮิทเลอร์เป็นผู้นำรัฐบาล "ที่เป็นอิสระจากพรรคในรัฐสภา"ซึ่งอาจเปลี่ยนเป็นการเคลื่อนไหวทำให้ "ประชาชนเรือนล้านปลาบปลื้มยินดี"
ในที่สุดประธานาธิปดีเห็นพ้องอย่างกระอักกระอ่วนใจในการแต่งตั้งฮิทเลอร์เป็นนายกรัฐมนตรีของรัฐบาลผสมซึ่งจัดตั้งโดยพรรคนาซีกับพรรคเอ็นวีพี. ฮิทเลอร์และรัฐมนตรีสองคนถูกควบคุมโดยโครงสร้างของรัฐมนตรีอนุรักษ์นิยมในคณะรัฐมนตรีโดยเฉพาะ. และในวันที่ 30 มกราคม 2533 ในห้องทำงานของฮินเดนบูร์ก อาดอร์ฟ ฮิตเลอร์ เข้าสาบานตนดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีหรืออัครมหาเสนาบดีด้วยพิธีการอย่างเร่งรีบ รวบรัด และเรียบง่าย.
ในที่สุดประธานาธิปดีเห็นพ้องอย่างกระอักกระอ่วนใจในการแต่งตั้งฮิทเลอร์เป็นนายกรัฐมนตรีของรัฐบาลผสมซึ่งจัดตั้งโดยพรรคนาซีกับพรรคเอ็นวีพี. ฮิทเลอร์และรัฐมนตรีสองคนถูกควบคุมโดยโครงสร้างของรัฐมนตรีอนุรักษ์นิยมในคณะรัฐมนตรีโดยเฉพาะ. และในวันที่ 30 มกราคม 2533 ในห้องทำงานของฮินเดนบูร์ก อาดอร์ฟ ฮิตเลอร์ เข้าสาบานตนดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีหรืออัครมหาเสนาบดีด้วยพิธีการอย่างเร่งรีบ รวบรัด และเรียบง่าย.
วันพฤหัสบดีที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551
เส้นทางสู่เรืองอำนาจ ตอนที่ 2
ฮิตเลอร์ปรากฏตัวขึ้นทำเนียบน้ำตาล (Brown House : กองบัญชาพรรคนาซีระหว่างวาระสุดท้ายของสาธารณรัฐไวมาร์) ในกรุงมิวนิกภายหลังการประชุมหลังการเลือกตั้งปี 1930 . มาตรการของบรือนิงเกี่ยวกับการรวบงบประมาณและการมัธยัสถ์ด้านการเงินทำให้ เศรษฐกิจดีขึ้นเล็กน้อย แต่ขณะเดียวกันก็อยู่ในภาวะประชาชนไม่นิยมอย่างถึงที่สุด. ภายใต้เหตุผลเหล่านี้ ฮิตเลอร์ได้เรียกร้องชาวนา,ทหารผ่านศึก และชนชั้นกลางชาวเยอรมันส่วนใหญ่ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงทั้งจากภาวะเงิน เฟ้อและการว่างงานจากภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ แต่ฮิตเลอร์ก็ยังไม่ได้รับการตอบสนองมากนักจากเขตชนชั้นกรรมการในเมืองและ ชาวแคเธอลิกเก่า
ปี 1932 ฮิทเลอร์มุ่งมันในการแข่งขันกับประธานาธิบดีสูงวัย พอล ฟอน ฮินเดนบูร์ก ในการเลือกตั้งประธานาธิบดีที่กำหนดไว้แล้ว. แม้ฮิทเลอร์จากออสเตรียมาในปี 1913 ก็ตาม แต่เขายังไม่ได้รับความเป็นพลเมืองเยอรมัน ดังนั้นจึงทำให้เขาเข้าชิงตำแหน่งไม่ไ่ด้. อย่างไรก็ตามในเดือนกุมภาพันธ์ รัฐบาลแคว้นบรุนสวิคซึ่งพรรคนาซีร่วมอยู่ด้วยนั้นได้แต่งตั้งฮิทเลอร์ให้มีตำแหน่งบริหารที่ไม่สำคัญนัก พร้อมกับอนุมัติสัญชาติหรือความเป็นพลเมืองเยอรมันให้แก่เขาด้วย. จากนั้นพลเมืองเยอรมันคนใหม่เริ่มแสดงบทบาทในการแข่งกับฮินเดนบูร์กที่ได้รับการสนับสนุนโดยคู่แข่งจาก พรรคฝ่ายสาธารณรัฐ และ พรรคคอมมิวนิสต์ และได้รับเลือกให้มีคะแนนเป็นอันดับ 2 ทั้งสองรอบ โดยในรอบที่สองเมื่อเดือนเมษายนนั้นได้รับคะแนนเสียงมากกว่าร้อยละ 35.
จากหนังสือ อาดอล์ฟ ฮิตเลอท์ อวตารแห่งระบอบเผด็จการ
ปี 1932 ฮิทเลอร์มุ่งมันในการแข่งขันกับประธานาธิบดีสูงวัย พอล ฟอน ฮินเดนบูร์ก ในการเลือกตั้งประธานาธิบดีที่กำหนดไว้แล้ว. แม้ฮิทเลอร์จากออสเตรียมาในปี 1913 ก็ตาม แต่เขายังไม่ได้รับความเป็นพลเมืองเยอรมัน ดังนั้นจึงทำให้เขาเข้าชิงตำแหน่งไม่ไ่ด้. อย่างไรก็ตามในเดือนกุมภาพันธ์ รัฐบาลแคว้นบรุนสวิคซึ่งพรรคนาซีร่วมอยู่ด้วยนั้นได้แต่งตั้งฮิทเลอร์ให้มีตำแหน่งบริหารที่ไม่สำคัญนัก พร้อมกับอนุมัติสัญชาติหรือความเป็นพลเมืองเยอรมันให้แก่เขาด้วย. จากนั้นพลเมืองเยอรมันคนใหม่เริ่มแสดงบทบาทในการแข่งกับฮินเดนบูร์กที่ได้รับการสนับสนุนโดยคู่แข่งจาก พรรคฝ่ายสาธารณรัฐ และ พรรคคอมมิวนิสต์ และได้รับเลือกให้มีคะแนนเป็นอันดับ 2 ทั้งสองรอบ โดยในรอบที่สองเมื่อเดือนเมษายนนั้นได้รับคะแนนเสียงมากกว่าร้อยละ 35.
จากหนังสือ อาดอล์ฟ ฮิตเลอท์ อวตารแห่งระบอบเผด็จการ
วันอาทิตย์ที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551
เส้นทางสู่เรืองอำนาจ ตอนที่ 1
จุดพลิกผันทางการเมืองสำหรับฮิตเลอร์มีขึ้นเมื่อสภาวะเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ในปี ค.ศ. 1930. สาธารณรัฐไวมาร์ที่ยังไม่มีความมั่นคง (รัฐบาลของเยอรมันในยุคนั้น) ทั้งยังถูกคัดค้านอย่างเปิดเผยจากคอมมิวนิสต์ และ นาซี. รัฐบาลผสมจึงแตกแยกและสิ้นสุดลงพร้อมถูกแทนที่โดยคณะรัฐมนตรีเสียงข้้างน้อย. นายกรัฐมนตรีคนใหม่ ไฮน์ริช บรือนิง [Heinrich Brning] ขาดเสียงข้างมากในรัฐสภาทำให้ต้องใช้มาตรฐานของเขาผ่านรัฐกำหนด (Emergency decrees) ของประธานาธิบดี. พรรคที่เป็นเสียงส่วนใหญ่ยอมปล่อยให้ในไม่ช้าข้อยกเว้นก็กลายเป็นกฎและแผ้วทางสำหรับรูปแบบการปกครองแบบเผด็จการนิยมใช้อำนาจ.
การคัดค้านมาตรการของบรือนิงในระยะแรกของไรค์สถาก (Reichstag สภานิติบัญญัติของสาธารณรัฐไวมาร์หรือเยอรมนียุคนั้น) ได้นำไปสู่การเลือกตั้งก่อนกำหนดในเดือนกันยายน 1930. พรรคฝ่ายสนับสนุนระบบสาธารณรัฐไม่ได้รับเสียงข้างมาก ทำให้ต้องหวนกลับไปสู่การตั้งรัฐบาลผสมหลายพรรคอีกครั้ง ขณะที่พรรคนาซีก้าวกระโดดออกมาจากความมืดมนทันทีโดยได้รับคะแนนเสียงจากการเลือกตั้งร้อยละ 18.3 จาก 107 ที่นั่งในไรค์สถากกลายเป็นพรรคที่ใหญ่ที่สุดอันดับ 2.
การคัดค้านมาตรการของบรือนิงในระยะแรกของไรค์สถาก (Reichstag สภานิติบัญญัติของสาธารณรัฐไวมาร์หรือเยอรมนียุคนั้น) ได้นำไปสู่การเลือกตั้งก่อนกำหนดในเดือนกันยายน 1930. พรรคฝ่ายสนับสนุนระบบสาธารณรัฐไม่ได้รับเสียงข้างมาก ทำให้ต้องหวนกลับไปสู่การตั้งรัฐบาลผสมหลายพรรคอีกครั้ง ขณะที่พรรคนาซีก้าวกระโดดออกมาจากความมืดมนทันทีโดยได้รับคะแนนเสียงจากการเลือกตั้งร้อยละ 18.3 จาก 107 ที่นั่งในไรค์สถากกลายเป็นพรรคที่ใหญ่ที่สุดอันดับ 2.
สมัครสมาชิก:
ความคิดเห็น (Atom)